Sunday, 21 June 2020

ตาน้องชมพู่บนร่างทรงปู่สี จี้จับคนฆ่าหลาน อึ้งวิญญาณเด็กบอกชัดใครทำ


เป็นอีกหนึ่งคดีที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง แม้จะผ่านมาแล้ว 42 วัน กรณีการเสียชีวิตของ "น้องชมพู่" อายุ 3 ปี ที่สูญหายจากบ้านพัก อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค.63 จนไปพบศพกลางป่าบนเขาภูเหล็กไฟ ห่างจากบ้าน 5 กม. ขณะที่ตำรวจกำลังเร่งหาหลักฐานที่อาจจะเชื่อโยงคดี กระทั่งมีพระสงฆ์จาก จ.เชียงราย เดินทางมาพบครอบครัว พร้อมกับนิมิตอ้างว่า เด็กเดินตามเสียงไสไม้ขึ้นเขา และในมือได้ถือรถแบ็กโฮ จากนั้นเหยียบสายไฟจนถูกไฟดูดเสียชีวิต

ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าว

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวเดินทางมาพบกับร่างทรงหลวงปู่สี ซึ่งเคยเทียมร่างระบุว่า เป็นดวงวิญญาณชมพู่มาเข้าร่าง สิ่งที่หน้าประหลาดใจของร่างทรงนี้ เมื่อรับขันธ์ จะมีการสวดและอัญเชิญดวงวิญญาณคนตายมาประทับร่างแล้ว เสียงจะเปลี่ยนไปตามเสียงของคนตาย อีกทั้งยังสามารถเรียกชื่อกลุ่มญาติคนตาย ทั้งที่มาร่วมพิธีและไม่มาได้ โดยที่ไม่ได้มีการบอกล่วงหน้า


 
ครั้งนี้ทีมข่าวเดินทางมาพร้อมกับ นายชาญ หลาบโพธิ์ ตาน้องชมพู่ / นางสมพร หลาบโพธิ์ ป้าน้องชมพู่ / นางนลิน เงินนาม หรือ ถอน / นางดอน มะลิรส หรือ ดอน / นางจำลอง แดนกาไสย นอกจากนี้นังมีนายไชย์พล วิภา ลุงน้องชมพู่ นั่งรออยู่ที่รถ เพื่อรอว่าร่างทรงจะเรียกหาหรือไม่

โดยการมาครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 แต่ครั้งนี้มีตาชาญ เดินทางมาด้วย ซึ่งลูกศิษย์ที่สำนัก ได้บอกกับทีมข่าวว่า ไม่ต้องแจ้งกับร่างว่าผู้ตายชื่อชมพู่ ให้บอกเพียงชื่อจริง เนื่องจากเคยมาให้ประทับทรงแล้วครั้งหนึ่ง พบว่าเมื่อเดินทางไปถึงมีประชาชนจำนวนนับร้อยชีวิตมารอเข้าพบร่างจำนวนมาก อีกทั้งคิดการประทับทรงวันนี้เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากครั้งที่ทีมข่าวมาครั้งที่แล้ว

ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าว

เช่นเดิมการทรงจะมีการรับขันธ์ 5 จำนวน 2 ขันธ์ ใส่เงินค่าครู ขันธ์หนึ่ง 300 บาท อีกขันธ์หนึ่ง 36 บาท ส่วนขันธ์ 8 จำนวน 1 ขันธ์ ค่าครู 24 บาท พร้อมกระดาษเขียนข้อมูลคนตาย ซึ่งมีรายละเอียดคนตาย ชื่อ นามสกุล อายุ ที่อยู่ สาเหตุการตาย สถานที่ตาย ชื่อผู้เชิญวิญญาณ มีความสัมพันเป็นอะไรกับคนตาย โดยทีมข่าวสอบถามทราบว่า ข้อมูลผู้ตายเหล่านี้จะใช้เพื่อให้ร่างหลวงปู่ได้ทำการเชิญวิญญาณมาจากยมโลก เพื่อมาประทับร่าง

ผู้ทรงยังเป็นคนเดิม เป็นหญิงสูงวัย อายุ 70 ปี โดยขณะทรงจะมีเสียงใหญ่เหมือนชายชรา ระบุว่าเป็นหลวงปู่สี เมื่อถึงลำดับของทีมข่าว นายชาญและนางสมพร ได้เข้าไปที่พิธี ร่างทรงนั่งหันหลัง เมื่อลูกศิษย์ขานชื่อเพื่อเรียกเชิญวิญญาณ ปรากฏว่าเมื่ออ่านไปได้นิดเดียว ร่างก็พูดขึ้นมาว่า ดวงวิญญาณดวงนี้เป็นเด็กผู้หญิง หน้าตาน่ารัก และตัวร่างเคยเรียกวิญญาณมาแล้ว ทำไมจึงมาอีก สร้างความแปลกใจว่าทำไมผู้ทรงจึงจำได้ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้มีการบอกว่าเป็นครอบครัวชมพู่ อีกทั้งใบเชิญดวงวิญญาณ ครั้งนี้ใส่ชื่อตาชาญ เป็นผู้เชิญ

จากนั้นร่างก็บ่น ระบุว่า ไม่ได้อยากจะดัง ไม่อยากให้ใครรู้จักไปมากกว่านี้ เพราะมีทั้งคนเชื่อและไม่เชื่อ แถมยังมีคนเอาตัวร่างไปลบหลู่สารพัด อีกทั้งยังหาว่าร่างดัดเสียงเป็นเด็ก ร่างก็ยืนยันว่าวิญญาณเข้าร่างจริง ไม่ได้มีการดัดเสียง หลังจากนั้นตาชาญและป้าแต๋น พยายามพูดคุยอยู่พักหนึ่ง ระบุว่า วันนี้ตามีโอกาสเดินทางมา อยากพูดคุย สอบถามเรื่องราวเกี่ยวกับหลาน อยากรู้ว่าใครฆ่าชมพู่

จนสุดท้ายร่างทรงจะยอมประทับร่างให้ จึงเริ่มขั้นตอนต่อไป ร่างมีการทักท้วงขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ร่างนั่งหันหลัง หลับตา ระบุว่ามีนักข่าวมาด้วยเหรอ เป็นนักข่าวทีมเดิมที่มาแล้ว จึงสอบถามว่ามาทำอะไร เมื่อคุยกันจบ ร่างก็จะเริ่มทำพิธี โดยระหว่างนี้มีการท่องบนอะไรบางอย่าง คล้ายกับปู่มีการสื่อสารกับใคร ซึ่งตาชาญยืนยันว่าที่มาเพราะมีความเชื่อด้านนี้


 
ทันใดนั้นร่างก็ท้วงขึ้นมาอีกว่า ตำรวจมาด้วยเหรอ ทำให้ทุกคนก็ต่างนิ่งไป จากนั้นจึงนึกขึ้นมาได้ว่า ทีมข่าวชื่อ สารวัตร จากนั้นยอมเรียกเชิญวิญญาณให้ โดยการยกขันธ์ 5 ขันธ์ 8 พร้อมร่ายมนตร์คาถา จากนั้นจับดอกพุดขึ้นไหว้ ประนมมือเหนือศีรษะ ก่อนเพ่งจิตล้มตัวลงนอนโดยมีศิษย์รับ และพลิกตัวคว่ำหน้า ก่อนเปล่งเสียงแรกยังคงเป็นเสียงเด็ก เสียงเดิม โดยเสียงแรกที่พูดออกมาคือเรียก พ่อ แม่ โอมมาหรือป่าว จากนั้นก็ถามต่อว่า ตาก็มาเหรอ ป้าแต๋นก็มาเหรอ โดยบอกว่ายายไม่มาเหรอ

ร่างยังบอกว่า หนูคิดถึงโอมมาก โอมไม่มาเหรอ ถามต่อว่าพ่อไม่มาเหรอ ทำไมพ่อไม่มา จากนั้นก็ถามต่อว่า ลุงพลมาไหม ลุงพล ๆ

จากนั้นนางนลิน หรือป้าถอน ได้ถามต่อว่า ใครพาชมพู่ไป ซึ่งร่างพูดออกมาทันทีว่าไม่บอกว่าใครพาไป ตาก็พยายามถาม เสียงร่างคล้ายกับจะร้องไห้ มีอาการงอแง ร่างยังบอกว่า คนร้ายอุ้มหนูไป เอายาให้หนูกิน หนูไม่รู้สึกตัวเลย ร่างพูดเหมือนว่ารู้ว่าใครพาไป แต่ไม่ยอมบอกว่าเป็นใคร บอกเพียงว่า มีคนผมยาวคนหนึ่ง ซึ่งคนร้ายมี 2 คน แต่ไม่รู้จะพูดยังไง ร่างยังพูดว่า ไม่กล้าบอก เพราะกลัว หลวงปู่ชีปะขาวไม่ให้บอก

ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าว

ครั้งนี้ร่างยอมพูดออกมาว่าคนร้ายคือ คนบ้านเรา เป็นคนใกล้ บ้านอยู่ที่หน้าบ้านเรา ติดกับบ้านเรา แต่ไม่ยอมบอกต่อว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร

ร่างยังบอกต่อว่า คนร้ายเอายาให้กิน หลังกินไม่รู้สึกตัวเลย ซึ่งคนร้ายเอายาใส่ขวดน้ำ น้ำสีแดง เอามายื่นให้หนูกิน โดยตอนนั้นหนูนั่งเล่นอยู่ คนร้ายก็เข้ามาเอาน้ำให้หนูกิน หนูกิน น้ำเป็นน้ำหวาน จากนั้นร่างก็ถามหาลุงไชย์พล จากนั้นลุงไชย์พลก็เข้ามา


 
ร่างยังบอกต่อว่า ตอนที่คนร้ายมาอุ้มตัวหนูไป ซึ่งพี่สาวก็เห็นอยู่ แต่ร่างไม่รู้ว่าพี่สาวเห็นหรือไม่ แต่คิดว่าน่าจะเห็น แต่พี่สาวไม่ได้พูดอะไร จากนั้นร่างทรงก็ถามต่อว่า "ป้าดอนมาหรือเปล่า" และเรียกหา ดอน ดอน จากนั้นป้าดอนก็เข้ามา ซึ่งการพูดก็คล้ายตามประสาเด็ก ร่างก็ยังยืนยันว่าไม่กล้าบอกข้อมูลคนร้าย

หลังจากพิธีเสร็จสิ้น ร่างได้เรียกทีมข่าวไปพูดคุยใกล้ ๆ โดยบอกว่าเรื่องนี้มีความอันตรายต่อร่าง หากจะบอกไปว่าคนร้ายเป็นใคร แต่ร่างเห็นแล้วว่าคนร้ายคือใคร หากอยากให้จับได้ ให้ญาติทำการบนบานไว้ที่ปู่ โดยบนเป็นดอกไม้แดง และปู่จะไปจัดการเพื่อให้คนร้ายออกปากเองว่าเป็นคนร้าย ซึ่งไม่ต้องห่วงเรื่องนี้จะจัดการเอง

ทีมข่าวได้พูดคุยกับ นายชาญ หลาบโพธิ์ ตาของน้องชมพู่ เปิดเผยว่า ตนมีความเชื่อถึง 80% ว่าสิ่งที่ตนเห็น คือ น้องชมพู่ และแปลกที่ร่างสามารถจำได้ว่าเราเคยมาแล้ว เพราะเท่าที่เห็นคนมาตั้งเยอะแยะ ไม่คิดว่าเขาจะจำได้ อีกอย่างตนไม่ได้พูดชื่อน้องชมพู่สักคำ แต่ร่างก็จำได้ว่า ด.ญ.อรวรรณ คือ น้องชมพู่ ซึ่งสิ่งร่างพูดระบุว่าพี่สาวชมพู่น่าจะเห็นคนร้าย ซึ่งความคิดตนคิดว่า ความเข้าใจของเด็กน่าจะคิดว่าพี่สาวน่าจะเห็นน้องถูกอุ้ม แต่พี่สาวชมพู่หลับอยู่

ส่วนคนร้ายที่ระบุว่าอยู่หน้าบ้าน ซึ่งบ้านน้องชมพู่มีหน้าบ้านอนอยู่ 2 หลัง คือ บ้านแอ๋ม กับบ้านนายแบงค์ (นามสมมติ) ซึ่งก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกันมาก และไม่ได้สนิทอะไรกันมา เป็นเรื่องตามประสาเพื่อนบ้าน ที่ไม่คิดว่าจะมีความรุนแรงถึงขั้นฆ่าแกงกัน ส่วนคนร้ายตนก็ไม่รู้ว่าใคร เพราะเป็นคนใกล้ชิดกัน ซึ่งตนเชื่อว่าหากมีความใกล้ชิดไปหาน้องชมพู่ เอาของให้กิน น้องชมพู่น่าจะรับของง่าย ทั้งนี้หากคนร้ายทำกับน้องชมพู่ได้ถึงขั้นเอายาให้กิน ตนก็ขอให้คนร้ายได้รับกรรมกับสิ่งที่ทำมา และขอให้ภายใน 3 วัน 5 วัน คนร้ายถูกจับ

ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าว

ตนยอมรับจับคนร้ายไม่ได้ ตนก็ลำบากอยู่บ้างเพราะลำบากใจ ส่วนเรื่องร่างอีกอย่างที่ตนเชื่อคือ คนแก่หากต้องดัดเสียงเป็นเด็กขนาดนี้ คงทำไมได้ ตนเชื่อว่าชมพู่มาจริง ๆ ซึ่งชมพู่ไม่กล้าบอกว่าคนร้ายเป็นใคร ก็คงเพราะกลัวคนร้ายอาจจะขู่น้องชมพู่ก่อนจะฆ่า

ทีมข่าวเดินทางมาพบกับ นายไชย์พล วิภา และนางสมพร หลาบโพธิ์ ลุงป้าน้องชมพู่ เปิดเผยว่า เรื่องคดีตอนนี้ตำรวจก็ไม่ได่มาสอบปากคำอะไรหลายวันแล้ว ตนก็สบายใจขึ้นหากตำรวจไม่ได้มาวุ่นวาย แต่สิ่งหนึ่งที่แปลกก็คือตำรวจก็เงียบ ๆ หายไปเลย ซึ่งคิดว่าตำรวจคงไม่ทิ้งคดีของหลาน

ส่วนเรื่องความเชื่อ ส่วนตัวยอมรับว่าก็มีเรื่องนี้บ้าง อย่างคืนที่ผ่านมา พ่อตาอยากจะไปเห็นกับตาจึงพาไปดู เรื่องพวกนี้ส่วนตัวตนก็เชื่อ มันเป็นเรื่องมองไม่เห็น เรื่องที่จับต้องไม่ได้ เปรียบคล้ายกับเราป่วย เวลาไปหาหมอก็ได้รับยาก็หาย ซึ่งก็มองไม่เห็นเช่นกัน เรื่องพวกนี้คล้ายเป็นยารักษาจิตใจ

ป้าสมพรก็บอกว่าตนเองก็เชื่อ แต่เชื่อบางอย่าง ไม่ได้เชื่อไปหมด อะไรสบายใจก็เชื่อ ถึงแม้ว่าบางอย่างจะไม่ใช่น้องชมพู่ เขาว่ากันว่าคนตายไปวิญญาณอาจจะไม่เหมือนเดิม อาจจะจำได้เป็นบางส่วน บางส่วนจำไม่ได้ อะไรใช่ก็เชื่อ อะไรไม่ใช่ก็ไม่เชื่อจะรับฟังไว้

ขอบคุณ ทุบโต๊ะข่าว

No comments:

Post a comment